Share

เมื่อคุณกำลังทำงาน Live มันไม่มีโอกาสให้แก้เป็นครั้งที่2

17/02/2019

การเป็น Live sound engineer ไม่ใช่เรื่องง่าย มันไม่เหมือนกับ Studio engineer เราไม่สามารถ Undo หรือขออีก Takeได้ ทุกๆอย่างมันขึ้นอยู่กับตอนนี้เดี๋ยวนี้ ณ ปัจจุบัน
แน่นอนว่ามันจะเป็นประสบการณ์ที่เราจะจดจำ ถ้างานนั้นผ่านไปได้ด้วยดี แต่สิ่งผิดพลาดเล็กๆน้อยๆก็สามารถทำให้เกิดความตรึงเครียดในสถานการณ์ตอนนั้นได้ วันนี้เรามีวิธีที่ช่วยคุณได้ สำหรับการเป็น Live Sound Engineer ที่ดีขึ้นพร้อมรับทุกสถานการณ์

1.รู้จักสถานที่
ในงานแบบ Live นั้น สถานที่มีหลากหลาย ตั้งแต่บาร์เล็กๆไปถึงคอนเสิร์ตที่มีผู้ชมเป็นพันๆ คุณต้องใช้ทักษะในการจัดการกับสภาพแวดล้อมที่แปรเปลี่ยน บาร์แคบๆ, Concert hall หรืองาน Open-air กลางแจ้ง ทั้งหมดนี่มันมีการซับเสียงและสะท้อนเสียงที่ต่างกัน
อีกปัจจัยนึงคือบริเวณที่อยู่ของผู้ชมในระยะที่ต่างกันจากเวทีและอุปกรณ์ของคุณ ทุกๆอุปกรณ์ Output จะต้องถูกปรับให้เหมาะสม เพื่อให้ผู้ชมได้รับประสบการณ์ทางดนตรีที่ดีที่สุดให้คุ้มกับที่พวกเขาจ่ายมา

2. รู้จักอุปกรณ์ของคุณ
ในบางครั้ง คุณคุ้นเคยกับเครื่องมือที่คุณจะต้องใช้ แต่ในบางครั้ง คุณต้องไปแทนงานคนอื่น และเจอกับเครื่องมือที่ไม่คุ้นเคย ไม่ว่ามันจะเป็นกรณีใดๆ มันสำคัญมากที่ต้องคุ้นเคยกับเครื่องมือที่คุณกำลังใช้ มันไม่สำคัญถ้าคุณคุ้นเคยกับการใช้ Digital mixer ถ้าผู้จัดงานมี Analog mixer 24 channels ให้ใช้ นั่นก็คือทั้งหมดที่คุณมีและคุณต้องใช้มันให้ได้

ดังนั้น มันมีประโยชน์ที่คุณจะไปถึงก่อนเวลาสักหน่อยถ้าคุณไม่คุ้นเคยกับอุปกรณ์หรือการตั้งค่าต่างๆ และทำตัวให้คุ้นชินกับความสามารถของอุปกรณ์เหล่านั้น

3. รู้ว่า เมื่อใดควรอยู่เฉยๆ
ศิลปินทุกคนมีความต้องการที่ต่างกัน ถ้าคุณเจอวงเมทัลที่มีนักร้องนำเสียงเบาบางเหมือนขนนก คุณต้องเอานิ้วของคุณแตะไว้ที่บอร์ดเพื่อให้แน่ใจว่าจะได้ยินเสียงร้องเด่นกว่าเครื่องดนตรี อย่างไรก็ตาม บางวงก็เล่นได้อย่างยอดเยี่ยมและมิกซ์ตัวเองได้ดี ในกรณีแบบนี้ มันก็ดีซะกว่าที่จะไม่ไปยุ่งกับ Fader หรือปรับ EQ แค่คอยดูว่ามันมีเสียงอะไรผิดปกติไประหว่างการแสดงไหม แล้วแก้มัน แค่นั้นก็พอ

4. รู้ว่า อะไรสามารถผิดพลาดได้
เมื่อคุณกำลังทำงาน Live มันไม่มีโอกาสให้แก้เป็นครั้งที่สอง และทุกๆสิ่งผิดพลาดจะประจักษ์แก่สายตาผู้ชมแบบเต็มๆ ดังนั้น ควรจะจดโน้ตไว้ว่า อะไรสามารถผิดพลาดได้บ้าง และถ้าเกิดผิดพลาดขึ้นมา จะรับมือและเตรียมการแก้ไขมันอย่างไร

5. รู้จัก Filters, Frequencies และ Feedbacks
ถ้า Channel นั้นๆไม่ต้องการความถี่ต่ำ ใช้ High pass filter ถ้ามันไม่ต้องการความถี่สูง ใช้ Low pass filter และให้แน่ใจว่าอุปกรณ์นั้นสามารถรองรับความเสียงต่ำ-สูงที่เราส่งไปได้ เสียง Feedback ไม่เคยเป็นที่ต้องการต่อหู และมันจะทำให้ทุกสายตาทั้งบนเวทีและผู้ชมจ้องมาที่คุณ

ดังนั้น มันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยาก หากเราทำการบ้านและฝึกฝนมาให้ดี เราก็พร้อมรับมือและแก้ไขได้ทุกสถานการณ์

Mr arranger

ดูLink ต้นฉบับจาก : http://www.mumbaimusicinstitute.in/5-tips-becoming-better-live-sound-engineer/

ภาพ : @Bejmin Chairos

 

?เข้ากรุ๊ปแบ่งปันความรู้และเทคนิค
?กรุ๊ป Mix & Mastering Thailandhttps://goo.gl/bU4HSJ
?กรุ๊ป Pro tools User Thailand >>
?กรุ๊ป Ableton Live User Thailand >>
?กรุ๊ป Mr.Arranger Thailand
?กรุ๊ป Cubase User Thailand >>https://goo.gl/tVFcmg
?กรุ๊ป FL Studio User Thailand>>https://goo.gl/XuidjP
?กรุ๊ป Live Soundengineers Thailand>>https://goo.gl/BRm5Zw
?กรุ๊ป แต่งเองเล่นเองนักเลงพอ Byเหนือ เอฟ >>https://goo.gl/GGYac8

 

M.R.G 5 FULL MIXING Course เจาะลึกจบหลักสูตรในคอร์สเดียว

——————————————

ติดตามข่าวสารและโปรโมชั่นพิเศษได้ที่

Line@ : @mrarranger
094-5653266
096-1926592
091-4428924
? Line : https://line.me/R/ti/p/%40mrarranger

www.Mrarranger.com

#mrarranger #musicprodution#โปรแกรมLogic #โปรแกรมFLstudio #สอนออนไลน์ #คอร์สเรียนออนไลน์ #ทำเพลง #สร้างเพลง #โรงเรียนสอนทำเพลง#โปรแกรมAbletonLive #Logic #Cubase #รับผลิตเพลง #อัดร้อง #เพลงโฆษณา #รับทำเพลงทุกรูปแบบ #เรียนทำเพลง #อัดเสียง
#ห้องอัดเสียง #ห้องบันทึกเสียง#โปรแกรมCubase #อัดเพลงเอง #ทำเพลงเอง#รับทำเพลง #แต่งเพลง #โปรแกรมทำเพลง #เพลง#รับแต่งเพลง #ผลิตเพลง #รับทำเพลงโฆษณา#รับอัดเสียง #รับบันทึกเสียง