สวัสดีครับ เพื่อนๆ โปรดิวเซอร์และเอนจิเนียร์ทุกคน วันนี้ผมมีเคล็ดลับเด็ดๆ จากกูรูมิกซ์ระดับโลก มาเผยให้ทุกท่านได้เรียนรู้และนำไปใช้จับผิดงาน Mix ให้ออกมาเพอร์เฟ็คสุดๆ ด้วยเครื่องมือสุดไฮเทคอย่าง Spectrum Analyzer นั่นเอง! รับรองว่าถ้านำ 10 เทคนิคที่กำลังจะเล่าต่อไปนี้ไปปรับใช้ ผลงานเพลงของคุณจะต้องไม่ธรรมดาแน่นอน งั้นอย่ารอช้า ไปดูกันเลยดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง พร้อมแล้วไปลุยเลย!
1.เช็คความสมดุลของย่านความถี่หลัก
สิ่งแรกที่ต้องตรวจสอบเวลาใช้ Spectrum Analyzer ก็คือดูว่าย่านความถี่หลักๆ ทั้ง Low, Mid และ High นั้นมีสัดส่วนที่สมดุลกันดีหรือยัง โดยทั่วไปแล้ว ทั้ง 3 ย่านนี้ควรจะมีระดับพลังงานใกล้เคียงกัน ไม่ควรมีย่านไหนที่ดูบางหรือหนาเกินจนผิดสังเกต
ซอฟต์แวร์วิเคราะห์เสียงอันเลื่องชื่อ เช่น iZotope Insight 2, FabFilter Pro-Q3 และ Waves F6 Dynamic EQ สามารถแสดงกราฟความถี่ได้อย่างแม่นยำถี่ถ้วนทุกรายละเอียด
Dave Pensado เทพมิกซ์ผู้อยู่เบื้องหลังซุปเปอร์สตาร์อย่าง Beyoncé, Michael Jackson และ Christina Aguilera เผยว่าเขาใช้ Waves F6 ตรวจเช็คความถี่แทบทุกเพลง เพื่อให้มั่นใจว่าย่านต่างๆ มีสัดส่วนลงตัวพอดี
2.จับผิดย่านความถี่หลักของแต่ละชิ้น
ลองซูมเข้าไปที่แทร็คแต่ละชิ้นดนตรี แล้วสังเกตดูว่าเครื่องดนตรีสำคัญๆ อย่างเช่น กลอง เบส หรือกีตาร์ มีย่านความถี่ไหนที่โดดเด่นที่สุด เช่น
- Kickมักจะเด่นในช่วง 60-100Hz
- Snareมักจะเด่นที่ 200-250Hz กับ 5-7kHz
- เบสกีตาร์จะอยู่ในช่วง 80-250Hz เป็นหลัก
เช็คดูว่าแต่ละชิ้นมีระดับเสียงในย่านนั้นๆ ที่พอเหมาะดีหรือยัง Grammy-winning mix engineer Manny Marroquin ผู้ผ่านงานกับศิลปินอย่าง Despacito ของ Luis Fonsi ก็เผยว่า เขาใช้ FabFilter Pro-Q3 จับผิดความถี่ของกลองชุดเป็นประจำ เพื่อให้มั่นใจว่าเสียงคิกกระชับ สแนร์พุ่งเด่นมีพลัง
3.หาจุดความถี่ที่ทับซ้อนกัน
ความถี่ที่ทับกันเป็นปัญหาที่พบเจอบ่อยมาก ลองมองหากราฟสเปกตรัมที่มียอดพุ่งสูงแบบผิดปกติ นั่นอาจเป็นสัญญาณของความถี่ชนกัน เช่นถ้าเบสกับกลองทับกันที่ 90-100Hz ก็ต้องลดระดับของอีกตัวลงหน่อย
iZotope Insight 2 มีระบบ Masking Meter ที่บอกได้เลยว่ามีย่านความถี่ไหนที่ทับกันอยู่บ้าง แถมยังแนะนำวิธีแก้ไขอีกด้วย หรือใครชอบแบบเรียบง่ายหน่อยก็มี Voxengo SPAN ที่จะโชว์กราฟความถี่ชัดๆ เมื่อเกิดปัญหาความถี่ชนกัน
Serban Ghenea มือมิกซ์ผู้อยู่เบื้องหลังเพลงฮิตอย่าง Shake It Off ของ Taylor Swift ก็เคยบอกว่า Insight 2 เป็นตัวช่วยสำคัญในการตามหาความถี่ที่ชนกันนี่แหละ
4.ตรวจดูค่า Stereo Image
บางทีเราก็ได้ยินคนบอกว่าเพลงนี้ฟังดู “แคบ” หรือ “กว้าง” แต่บอกไม่ถูกว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น โชคดีที่ Spectrum Analyzer หลายตัวมีระบบ Stereo Spread ที่จะโชว์ความกว้างของเสียงในแนวซ้าย-ขวา ถ้าเป็นสีเขียวเยอะก็แปลว่ากว้างเกินไป ส่วนสีแดงก็คือแคบไป น่าจะต้องแก้ไข
เครื่องมือที่ช่วยปรับแต่งได้ดี เช่น Waves S1 Stereo Imager ปรับ Stereo Width แค่หมุนปุ่มง่ายๆ หรือจะเป็น iZotope Ozone Imager ที่เหมาะกับงาน Mastering เพราะดูค่าสเตอริโอได้ละเอียดถี่ถ้วนมาก
Mark ‘Spike’ Stent มิกซ์มาสเตอร์ชื่อดังระดับโลก ผู้มีผลงานกับศิลปินดังนับไม่ถ้วน อย่าง Coldplay, Lady Gaga, Oasis ก็ยอมรับว่าตัวเขาเองก็ต้องคอยใช้ Ozone Imager ตรวจสอบ Stereo Image อยู่เสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าเสียงจะไม่แคบเกินไป
5.ปรับความถี่กับปลั๊กอิน Dynamic EQ
หลายคนมักมองข้ามความสามารถเจ๋งๆ ของ Dynamic EQ ที่นอกจากปรับความถี่ตามปกติแล้ว ยังสามารถตั้งค่าให้ทำงานแบบอัตโนมัติตามความดังของเสียงที่เข้ามาได้ด้วย เช่น เมื่อเสียงเบสดังขึ้นมาก็ค่อยตัดลดลง พอเบาลงก็ไม่ต้องตัด
ปลั๊กอินแนะนำ ได้แก่
- Sonnox Oxford Dynamic EQ
- Waves F6 Dynamic EQ
- iZotope Neutron 3
Tony Maserati โปรดิวเซอร์และมิกซ์เอนจิเนียร์ชื่อก้อง ผู้ผ่านงานกับศิลปินระดับ Destiny’s Child, Beyoncé, Mary J. Blige บอกว่าเขาชอบใช้ Oxford Dynamic EQ ในการปรับแต่งความถี่ของเครื่องดนตรีทีละชิ้นๆ เพื่อช่วยให้ซาวด์รวมดูเป็นเนื้อเดียวกันมากขึ้น
6.แก้ปัญหาเสียงแหลมดังเกินด้วยมัลติแบนด์ลิมิเตอร์
อีกปัญหาหนึ่งที่เจอบ่อยๆ คือเสียงบางช่วงแหลมแสบแก้วหูเพราะมีความถี่สูงเยอะเกิน แต่ถ้าลดทั้งแทร็คทีเดียวก็กลัวเสียงรวมจะหม่น ตรงนี้เราลองสังเกตกราฟสเปกตรัมดูว่าช่วงไหนพีคเกิน แล้วใช้มัลติแบนด์ลิมิเตอร์จัดการเฉพาะส่วนนั้นก็พอ
เครื่องมือที่ช่วยได้ เช่น
- FabFilter Pro-L2
- iZotope Ozone 9 Maximizer (ปัจจุบัน มีถึง Ozone 11 แล้ว)
- Waves L3-16 Multimaximizer
Chris Gehringer วิศวกรมาสเตอริงชื่อดัง ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Rihanna, Drake, Lady Gaga ก็เคยเผยว่า Pro-L2 คือหนึ่งในเครื่องมือโปรดที่ใช้บ่อยมาก ในการลิมิตความถี่ทีละช่วงในเพลงของเหล่าศิลปินตัวท็อปเหล่านี้
7.วัดและเทียบค่า LUFS
ในยุคปัจจุบันเพลงส่วนใหญ่ถูกรับฟังผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งดิจิทัล การปรับระดับความดังให้ได้มาตรฐานจึงสำคัญมาก ค่าที่ยอมรับกันทั่วไปคือ -14 ถึง -9 LUFS ดังนั้น การใช้ Spectrum Analyzer อย่าง Youlean Loudness Meter 2, Waves WLM Plus หรือ iZotope Insight 2 ที่สามารถแสดงค่า LUFS ไปพร้อมกราฟความถี่จะช่วยติดตามและปรับแก้ได้ง่ายขึ้น
Luca Pretolesi โปรดิวเซอร์เบื้องหลังเพลงฮิตอิเล็กทรอนิกส์ของ Major Lazer, Diplo และ DJ Snake ได้ให้สัมภาษณ์ว่าเขาใช้ Insight 2 ในการวัดค่า LUFS และตรวจสอบความดังของเพลงอยู่เสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าจะได้ซาวน์ที่มีพลังและได้มาตรฐานเหมาะสำหรับงานในปัจจุบัน
8.เปรียบเทียบ Spectrum กับเพลงอื่นๆ
อีกวิธีการประเมินคุณภาพงานของเราคือการนำกราฟสเปกตรัมของเพลงที่ทำมาเปรียบเทียบกับเพลงอื่นๆ ในแนวเดียวกัน เช่น ลองเทียบเพลง Anti ของริฮานน่ากับเพลงป๊อบในช่วงเดียวกัน จะได้เห็นจุดแข็งจุดอ่อนและสามารถปรับปรุงย่านความถี่ที่บางหรือหนาเกินไป
Emre Ramazanoglu มิกซ์เอ็นจิเนียร์เบื้องหลังความสำเร็จของ Sia, Noel Gallagher และ Lily Allen ได้เปิดเผยว่าเขามักใช้เทคนิคเปรียบเทียบสเปกตรัมเพลงกับผลงานระดับเดียวกันบ่อยครั้ง เพื่อตรวจสอบว่างานของเขามีครบทุกองค์ประกอบสำคัญหรือไม่
9.ใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ผลลัพธ์
ในปัจจุบันมีซอฟต์แวร์หลายตัวที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการวิเคราะห์กราฟสเปกตรัมและเสนอแนะจุดที่ควรปรับปรุงแก้ไข เช่น iZotope Neutron 3, Oeksound Soothe 2 และ Sonible smart:EQ 3 สามารถวิเคราะห์ไฟล์เพลงและระบุช่วงความถี่ที่เหมาะสมให้อัตโนมัติ
Andrew Scheps ผู้มีผลงานการมิกซ์เพลงให้กับศิลปินดังระดับโลกอย่าง Adele, Red Hot Chili Peppers และ Metallica ชื่นชมว่า Neutron 3 เป็นตัวช่วยที่ยอดเยี่ยมสำหรับการแนะนำการปรับแต่งความถี่ได้อย่างแม่นยำในทุกครั้ง [10]
10.รวบรวมเป็น Checklist
สุดท้าย การรวบรวมทุกขั้นตอนที่กล่าวมาทั้งหมดมาทำเป็น Checklist จะช่วยให้เราไม่พลาดขั้นตอนสำคัญใดๆ ในการตรวจสอบคุณภาพงานด้วย Spectrum Analyzer เช่น
- ความสมดุลของย่านความถี่หลัก
- ความโดดเด่นของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้น
- จุดความถี่ที่ทับซ้อน
- ค่า Stereo Image
- การใช้ Dynamic EQ
- ปัญหาเสียงแหลม
- ค่า LUFS
- การเปรียบเทียบกับเพลงอื่น
- การวิเคราะห์ด้วย AI
ด้วยวิธีการเหล่านี้ การใช้ Spectrum Analyzer จะช่วยพัฒนาคุณภาพงานมิกซ์ของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
อ้างอิง:
[1] ข้อมูลเกี่ยวกับ Dave Pensado จาก Mix with the Masters:
https://mixwiththemasters.com/coaches/dave-pensado
[2] ข้อมูลเกี่ยวกับ Manny Marroquin จาก Waves:
https://www.waves.com/manny-marroquin-mixing-secrets
[3] ข้อมูลเกี่ยวกับ Serban Ghenea จาก Universal Audio:
https://www.uaudio.com/blog/artist-interview-serban-ghenea/
[4] ข้อมูลเกี่ยวกับ Mark ‘Spike’ Stent จาก Mix with the Masters:
https://mixwiththemasters.com/coaches/mark-spike-stent
[5] ข้อมูลเกี่ยวกับ Tony Maserati จาก iZotope:
https://www.izotope.com/en/community/blog/artist-stories/tony-maserati-on-mixing-hit-records.html
[6] ข้อมูลเกี่ยวกับ Chris Gehringer จาก Sound on Sound:
https://www.soundonsound.com/people/inside-track-chris-gehringer
[7] ข้อมูลเกี่ยวกับ Luca Pretolesi จาก Waves:
https://www.waves.com/luca-pretolesi-studio-dmm-las-vegas
[8] ข้อมูลเกี่ยวกับ Luca Pretolesi จาก เพิ่มเติมจาก EDMProd:
https://www.edmprod.com/luca-pretolesi-interview/
[9] ข้อมูลเกี่ยวกับ Emre Ramazanoglu จาก Sound on Sound:
https://www.soundonsound.com/people/inside-track-emre-ramazanoglu
[10] ข้อมูลเกี่ยวกับ Andrew Scheps จาก Pensado’s Place:
https://www.pensadosplace.tv/2021/05/03/andrew-scheps-mixing-adele-red-hot-chili-peppers-more-pensados-place-548/
