1. Whole Lotta Love (1969)
บางทีหนึ่งใน riff ที่โดดเด่นที่สุดของ Jimmy Page จากวง Led Zeppelin ก็คือ Rockin’ and Rollin’ riff ที่เล่นตลอดทั้งเพลง Whole Lotta Love มันไม่ใช่ riff ที่ง่ายที่สุดเท่าที่เคยมีมา แต่การเล่นในความเร็วแบบกลางๆ มันอาจจะเป็นการเริ่มต้นที่ดีที่ทำให้เราเล่นในสไตล์ blues ผสม rock ที่ค่อนข้างซับซ้อนนี้ได้
.
.
.
2. Purple Haze (1970)
Jimi Hendrix คือมือกีตาร์สุดโด่งดังจากวงร็อคยุค 70s เขาผสาน blues และ psychedelia เข้าไปในดนตรี rock ของเขาให้ออกมาฟังแล้วทรงพลังมากๆ ผมเชื่อว่านักกีตาร์หลายๆ คนที่รู้จักเขาส่วนใหญ่คงต้องยก Riff กีตาร์จากเพลง Purple Haze ให้เป็นอีกหนึ่ง Riff ในดวงใจ
Purple Haze เป็นอีกเพลงหนึ่งที่เหมาะสำหรับมือใหม่ที่กำลังเรียนรู้วิธีจับการคอร์ดกีต้าร์ อย่างคอร์ด dominant 7#9 ที่บางคนก็เรียกว่า Hendrix Chords
.
.
.
3. Crazy Train (1980)
ก้าวไปสู่ยุค 80s เราจะเริ่มต้นด้วย riff ในตำนานจาก Ozzy Osbourne
เพลง Crazy Train คือเพลงเมทัลแบบเต็มตัวที่เวลาเล่นต้องใส่ Distrotion ในเอฟเฟคกีตาร์กันแบบหนักๆ ไปเลย เป็นเพลงที่ใช้เทคนิค Picking ที่ท้าทายและค่อนข้างหินมากในการดีดสลับขึ้นลงสำหรับมือใหม่ ยิ่งเพิ่มความเร็วเพลงยิ่งสับคอร์ดกีตาร์ได้มันขึ้นยิ่งได้อารมณ์แบบ Metal และ Hardcore แบบหนักหน่วง
.
.
.
4. Back in Black (1980)
Back in Black เป็นหนึ่งในตำนานตลอดกาลในวงการสาย riff การดีด Power Chord ให้ออกมามีพลังและดุดดันของ Angus Young นั้นส่วนหนึ่งมากจากการเลือกใช้ Gibson SG สีแดงอันไร้เทียมทานของเขานั่นเอง
Back in Black เป็น riff ที่ดีในการเรียนรู้ว่าเรามีปัญหากับการเปลี่ยนเป็นคอร์ดเปิดไหม เพลงนี้ไม่ใช่เพลงที่มีจังหวะเร็วอะไรมาก ถ้าฝึกฝนสักหน่อยก็ไม่ยากเลยที่จะเล่นเพลงนี้แบบพริ้วๆ ได้
.
.
.
5. Enter Sandman (1991)
ในยุค 90s นี้ Metallica ก็ถือเป็นอีกหนึ่งตำนาน heavy metal สำหรับใครหลายๆ คนอย่างแน่นอน มีการเล่าขานกันว่า Kirk Hammet เขียน riff นี้ขึ้นมาจากการได้แรงบันดาลใจจากอัลบั้ม Louder Than Love ของ Soundgarden ในปี 1989
เพลง Enter Sandman ได้ใช้ประโยชน์จากการใส่ Distrotion หนักๆ รวมไปถึง chorus และ phaser และตีด้วย Power Chords แบบ Djent(เป็นศัพท์ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้เรียกเสียงแตกโทนต่ำของกีตาร์ตั้งแต่สายที่ 6, 7, 8 และ 9) เพลงนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเรียนรู้วิธีการประยุกต์ใช้เอฟเฟกต์เข้ากับการเล่นกีตาร์ของเรา ในช่วงอินโทรริฟฟ์จะเล่นด้วยโทนกีตาร์เสียง clean ก่อนที่ Hammet จะใช้เท้าตบไปที่แผงเอฟเฟคเพื่อเปลี่ยนโทนเสียงให้ใหญ่และดุดันขึ้น ลองเอาไปใช้ดูแล้วจะรู้ว่าการเปลี่ยนจะเสียง Clean เป็นเสียง Distrotion เป็นลูกเล่นอีกอย่างหนึ่งที่มันมาก
.
.
.
6. Killing in the Name (1991)
Rage Against the Machine เป็นกลุ่มแร็พร็อคในยุค 90s ที่มีเนื้อหาทางการเมืองที่ต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติและความโหดร้ายของตำรวจ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าริฟฟ์กีตาร์ต้องเป็นอะไรที่ทรงพลังเพื่อให้เข้ากับกับเนื้อหาที่ทรงพลังอย่างแน่นอน
Killing in the Name เขียนโดย Tom Morello ตำนานมือกีตาร์ผู้ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องการใช้เอฟเฟกต์กีตาร์และโทนเสียงกีตาร์ที่เป็นเอกลักษณ์ เพลงนี้มีจังหวะที่ค่อนข้างยาก มันเป็น Riff ที่เข้ากับการเล่นแบบ percussive ที่ลงตัวมาก การเล่นแบบ Mute สายนั้นทั้งโน๊ตและคอร์ดนั้นก็ได้รับอิทธิพลมาจากดนตรี Funk อย่าลืมใช้แผงเอฟเฟกต์ที่เป็นเอกลักษณ์แบบ Tom Morello ด้วยล่ะ เพื่อให้ได้โทนเสียงกีตาร์สุดบ้าระห่ำในช่วงอินโทรและโซโล่แบบเขา
.
.
.
7. Lose Yourself (2002)
กีต้าร์ริฟฟ์ไม่ได้จำกัดเฉพาะดนตรีร็อคอย่างเดียวนะครับ ฮิปฮอปกับกีตาร์นั้นเป็นหนึ่งในคู่หูกันมาช้านานแล้วเหมือนกัน ริฟฟ์กีตาร์ที่โดดเด่นที่สุดในยุค 2000 ต้องเพลงนี้เลย Lose Yourself ของ Eminem
Riff จากเพลง Lose Yourself นั้นมีพื้นฐานมาจาก Power Chord ที่เรียบง่าย ดังนั้นจึงเป็นอีกตัวเลือกที่ดีอีกหนึ่งสำหรับมือใหม่ นอกจากนั้นยังมีการใช้เทคนิคการ Mute สายกีตาร์ด้วยฝ่ามือที่ไม่ยากเกินไปอีกด้วย เป็นการใช้สันมือในการอุดไปที่สายแล้วก็ดีดให้เป็นเสียงโน๊ตสั้นๆ หรือที่เรียกกันว่า Staccato note นั่นเอง
.
.
.
8. Seven Nation Army (2003)
สำหรับบางคน หนึ่งในศิลปินดนตรีร็อคที่โด่งดังที่สุดในยุค 2000 ก็คือ Jack White และวง The White Stripes ของเขา White Stripes เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องการทำและเรียบเรียงที่เรียบง่ายในเพลงของเขาแต่กลับออกทรงพลังมาก ในเพลง Seven Nation Army เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของสูตรร็อคง่ายๆของ The White Stripes และรวมไปถึง riff ที่เป็น Iconic ตลอดกาลของเขา
เป็นเพลงที่เหมาะสำหรับการเรียนรู้ทักษะการจับ Power Chord บนคอกีตาร์ ในความเร็วกลางๆ อาจเป็นเรื่องยากสำหรับมือใหม่บางคน แต่การฝึกการเคลื่อนที่ของรูปคอร์ด Power Chord ของเราอย่างช้าๆ จะช่วยให้เราเรียนรู้จับคอร์ด Power Chord ได้ดีขึ้นและสามารถนำไปใช้จับ Power Chord ตัวอื่นๆได้ง่ายด้วย
.
.
.
9. Do I Wanna Know?
Arctic Monkeys เป็นหนึ่งในวงดนตรีร็อคที่ดีที่สุดจากทศวรรษที่ผ่านมา พวกเขาเปลี่ยนเพลงบลูส์ร็อคให้กลายเป็นเพลงป๊อปหวาน ๆ ที่เป็นมิตรกับคนฟังได้อย่างไม่น่าเชื่อ ในเพลง Do I Wanna Know? ก็ใช้ประโยชน์จากกีต้าร์แนวร็อคบลูส์ที่ไพเราะด้วยเช่นกัน นี่อาจจะเป็นดนตรีบลูส์ร็อครุ่นใหม่สำหรับคนรุ่นใหม่อย่างเราให้ได้ศึกษากันก็ได้
.
.
.
10. Rope
และสุดท้ายนี้คือ riff สุดโหดจาก Foo Fighters ในเพลง Rope นี้จะเป็นเพลงอัลเทอร์เนทีฟร็อกสมัยใหม่ที่จะหลุดออกมาจากทุกริฟฟ์ที่เราเคยพูดถึงในลิสต์นี้ เป็นการผสมผสานระหว่างจังหวะดนตรีที่ท้าทายเข้ากับการ Picking ที่รวดเร็วรวมถึงโครงสร้างคอร์ดที่น่าสนใจ นอกจากนี้ยังมีจังหวะแบบ Polyrhythmic themes (คือการเล่นโน๊ตสองจังหวะขึ้นไปพร้อมๆกัน) สุดคูลที่อยู่ในช่วงอินโทรอีกด้วย
https://www.youtube.com/watch?v=kbpqZT_56Ns