เชื่อว่าหลายๆคนในที่นี้รู้จักโมดมาบ้างไม่มากก็น้อย เมื่อถามถึงโมดทุกคนก็มักอธิบายเป็นเสียงเดียวกันว่ามันมีโครงสร้างเหมืนอกับ Major scale ที่นับตัวอื่นๆ เป็น ตัวที่หนึ่งแทน แต่ทำไมเราถึงไม่ค่อยได้ยินสำเนียงของโมดมากนักนอกเหนือไปจากนักดนตรีแจ๊ส นั้นเป็นเพราะว่าเรารู้จักแต่ไม่สามารถดึงคุณลักษณะของโมดออกมาใช้ได้ เพราะมันเกี่ยวข้องกับความเข้าใจใน ริทึ่มของดนตรีด้วย ถึงแม้ในความเป็นจริงแล้วเราจะมีโมดมากกว่า 7 และบางส่วนไม่ตรงกับเมเจอร์สเกลก็เถอะ
แอ็ดมินจะขอข้ามเรื่องโมดมีรูปร่างแบบใหนไปหละกันนะ มาดูกันที่โครงสร้างภาย ของโมดก่อนนอกจากจะมีโน้ตจบแล้วซึ่งจะมีสิงที่เรียกว่า Finalis หรือโน้ตจบของโมดนั่นเอง ใช้แล้วครับโมดมีการกำหนดโน้ตจบไว้แล้วครับ โดยโน้ตจบของโมดในยุคกรีกนั้นมันจะแตกต่างจากโน้ตจบของ Modern modes ที่เราใช้ในปัจจุบัน อย่างเช่น Hypophygian ที่ขึ้นต้นด้วยตัว B แต่จบด้วยตัว E แทนเนื่องด้วยเพลงในยุคนั้นไม่มีการประสานเสียง และโน้ตค่อนข้่างติดกันเป็นแพยาวยืด การกำหนด Finalis จึงเหมือนกับการกำหนดสำเนียงของเพลงนั้นๆไปโดยปริยาย
ต่อมาอีกอย่างหนึงที่กำหนดสำเนียงของโมดคือ Tetra chord หรือการนำโมดมาปบ่งครึ่งออกเพื่อสร้างวลี เมื่อแบ่งครึ่งโมดออกแล้วจะได้ฝั่งละสี่โน้ตด้วยกันอันนี้คือ Tetra chord ซึ่งแต่ละโมดจะประกอบด้วยโครงสร้างของ Tetra chord ที่ต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น Ionian mode จะประกอบไปด้วย Major Tetra chord สองชุดต่อกัน ทำให้เราสามารถสร้างสำเนียงที่เป็นเอกลักษ์ของเมเจอร์ได้ทั้งโน้ตชุดบนและโน้ตชุดล่าง Aeolian mode ที่ประกอบไปด้วย Minor tetra chord ชุดล่าง และ Phrygian tetra chord ชุดบน ซึ่งมีเพียงโน้ตชุดล่างเท่านั้นที่สร้างสำเนียงเฉพาะ Minor ได้จึงต้องมีการดัดแปลงโน้ตบางตัวใน Aeolian นี้เพื่อสร้าง leading tone ให้วิ่งเข้าหา Tonic ในเวลาต่อมาก่อให้เกิด Harmonic Minor นั่นเองครับ
แต่ถึงแม้ว่าบางโมดจะมีเพียงสีโน้ตหรือ Tetra chord ชุดเดียวเท่านนั้นที่สร้างเอกลักษ์ของมัน ก็ใช้ว่าโน้ตที่เหลือจะไม่จำเป็นเพราะมันยังทำหน้าที่ตามตำแหน่งของมันในการสนับสนุน หรือการสร้าง Tension ให้การเคลื่อนที่ของดนตรีอยู่
อันสุดท้าย Chord Function และ Rhythm Motif
คอร์ดฟังชั่น คือการเลือกใช้คอร์ดและให้ความสำคัญกับหน้าที่ของมันเมื่อเราเปลี่ยนไปสู่โมดฟังชั่นของคอร์ดก็จะเปลี่ยนตามไปด้วย คอร์ด G7 ไม่สามารถทำหน้าที่เป็น Dominant อีกต่อไปในโมด E Phrygian หรือโมดอื่นๆ ทำให้ชื่อยศของมันถูกถออกไปด้วย จาก G dominant 7 กลายเป็น G Major-minor 7 แทนและคอร์ดทั้งหมดก็เปลี่ยนหน้าที่กันไป รวมถึง Leading tone ที่ต้องอยู่ใต้ Tonic ในระยะครึ่งเสียงและเคลื่อนเข้าหาโทนิคแทน แต่โหมดทั้งห้าที่มีโน้ตคู่ 7 เป็นคู่ไมเนอร์ (ดูจากตาราง)กลับศูนย์เสียคุณลักษณะของ Leading tone ไปเหลือเพียง Ionain และ Lydian เท่านั้นที่ยังใช้การนำแนวเสียงแบบครึ่งเสียงได้อยู่ นักแต่งเพลงบางท่านเลยเปลี่ยนมาใช้ ลักษณะ Super Leading tone แทน หรือการพุ่งเข้าหา Tonic จากครึ่งเสียงที่อยู่สูงกว่า ซึ่งเกิดขึ้นใน Phrygian และ Locrian เท่านั้น ซึ่งสิ่งที่แอ็ดมินอธิบายมาทั้งหมดทั้งมวลนั้น มีอีกปัจจจัยสำคัญคือ Rhythm Motif หรือการเลือกจังหวะที่จะเล่น รู้จักโน้ตสำคัญแล้ว รู้จักหน่าที่สำคัญแล้ว ส่วนสำคัญของโมดเหล่านี้ต้องถูกจัดวางอยู่บนจังหวะที่เด่นชัด และสม่ำเสมอ เพลงที่ขึ้นต้นด้วย C major หากแม้เราเล่น E Phygian และโน้ต 6,1,3 อยู่บนจังหวะตก ผู้ฟังของเราก็จะได้ยินมันเป็น C major อยุ่ดีเพราะสมองของผู้ฟังนั้นเชื่อมโยงกับเสียงก่อนหน้าที่พึ่งได้ยินมาเมื่อไม่นานนี้ (Relative Pitch ) แต่หากเราเปลี่ยนมาให้ความสำคัญกับส่วนของโมด และเน้นย้ำโน้ตเหล่านี้ให้มากพอ รวมถึงใช้เทคนิคอย่างการเบรค การใช้ความเงียบแทรก ก็จะเป็นการสร้างความทรงจำใหม่ของผู้ฟังให้เป็นโมดนั้นๆแทน สิ่งเหล่านี้มักเกิดกับเพลงที่มีการเปลี่ยนโมดไปมาหลายโมด แต่ไม่สร้างปัญหาให้กับเพลงที่มีโมดเดียวตั้วแต่แรกอยู่แล้วครับ สรุปที่กล่าวมาทั้งหมดคือ ถูกที่ ถูกเวลา สั้นๆแค่นี้เลยครับ แต่การจะเข้าใจแนวคิดค่านิยมของดนตรีในการถูกที่ถูกเวลานั้นก็ดังบทความที่แอ็ดมินได้กล่าวไปแล้ว การสร้างเพลงของเราคือการสร้างประสบการ์ณร่วมระหว่างผู้ฟังกับเรา ขอให้สนุกกับการเล่นดนตรีนะครับ

audio developer / Treorist/ Composer
