ไขปริศนาในการมาสเตอร์ริ่ง “6 dB of Headroom”
เมื่อไม่นานมานี้ผมเห็นมีคนตั้งคำถามเกี่ยวกับการตั้งความดังของมิกซ์ก่อนนำไปมาสเตอร์ริ่ง ว่าจะต้องมี Headroom เท่าไร่ จากนั้นก็มีผู้คนมากมายตาตอบคำถามนั้น แต่คำตอบส่วนใหญ่จะแนะนำให้จุดที่ดังที่สุดควรจะดังไม่เกิน -6 หรือ -3 dB ซึ่งมันก็ไม่ผิดไปซะทีเดียว
โดยใจความสำคัญแนะนำเลยว่าให้ทำตาม 2 ขั้นตอนนี้เพื่อที่จะได้ไฟล์ที่พร้อมทำมาสเตอริ่ง
1. ห้ามไม่ให้จุดที่ดังที่สุดแตะ 0 dBFS โดยเด็ดขาด
2. ห้ามใช้ Peak-limiter หรือ ปลั๊กอินในลักษณะคล้ายๆแบบนี้ เพราะมันจะทำให้เกิดการ Chip ที่ 0 dBFS โดยที่มันได้สร้าง Hard Ceiling ในจุดที่ต่ำกว่า 0 dBFS
ในยุคแรกของเสียงแบบดิจิตอล (Digital Audio)
ผมเชื่อว่าที่เขาแนะนำให้จุดดังที่สุดที่ -3 dB หรือ -6 dB ในยุคแรกของเสียงดิจิตอล เพราะว่าสมัยนั้นพวกเขาอัดเสียงด้วย DAT (digital audio tape) หรือ Alesis MasterLink two-track recorder เป็นต้น ในการอัดต้องระวังไม่ให้เสียง chip ที่อินพุทเพราะมันจะทำให้เสียงไม่ดีเลย
อุปกรณ์ยุคแรกพวกนี้จะเสียงไม่ดีเลยเมื่อมัน chipped หรือ เพียงแค่มันเข้าใกล้จุดสูงสุดที่มันรองรับได้ของดิจิตอล เขาก็เลยแนะนำให้ว่าไม่ควรที่จะอัดให้สูงกว่า -6 dB เพื่อความปลอดภัยและนี่เป็นคำแนะนำที่สมเหตุสมผลในยุคนั้น
เสียงแบบดิจิตอล ได้มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ดังนั้นการให้ความสำคัญกับการที่จะต้องตั้งจุดที่ดังที่สุดที่ -6 dB หรือ -3 dB ในโปรแกรมทำเพลง (DAW) สมัยนี้ มันจะทำให้คุณเสียเวลา และผลที่ได้ก็ไม่ต่างกัน
ในฐานะที่ผมเป็นมาสเตอร์ริ่งเอ็นจิเนียร์ ผมจะมีปัญหาก็ต่อเมื่อมิกซ์ที่ผมได้มานั้น มันแตะที่ 0 dBFS (decibels relative to full scale) บน 24-bit ไฟล์ เมื่อจุดที่ดังที่สุดแตะ 0 dBFS และเสียงมันแตกตั้งแต่เริ่มต้น ปัญหานี้มันแก้ไม่ได้เลยในขั้นตอนมาสเตอร์ริ่ง เมื่อเสียงมันแตกแล้วมันก็จะแตกตลอดไป
ไม่ว่าจะเป็นจุดที่ดังที่สุดของมิกซ์ที่ -12dB, -6dB หรือที่ -1dB ผมไม่สนใจหรอก เพราะผมสามารถปรับมันขึ้นหรือลงได้ใหม่ก่อนที่ผมจะทำมาสเตอร์ริ่ง แต่ถ้าอัดมิกซ์มาจากอุปกรณ์ Analog อีกที คราวนี้แหละคุณก้อควรที่จะให้จุดที่ดังที่สุดอยู่ที่ -6 dB เพราะว่าอุปกรณ์ที่แปลงสัญญาณจาก Analog ไป Digital ราคาถูกหรือแม้กระทั่งราคาแพงๆ สามารถจะทำให้เสียงแข็งแสบหูได้เมื่อสัญญาณมันเข้าไปใกล้จุดสูงสุดที่มันรองรับได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น คุณเองจะต้องใช้หูคุณฟังไปด้วย คุณควรจะเลือกระดับสัญญาณที่เพียงพอที่จะให้มันดังกว่า noise floor (เสียงซ่าๆ เสียงฮัม) ของอุปกรณ์ Analog ที่ใช้ด้วย แต่ก็ไม่ควรที่จะไปทำอะไรที่มันเกินไป เพราะจะทำให้กลับไปแก้ไขไม่ได้แล้ว
ถ้าคุณอัดเสียงมิกซ์คุณจากอุปกรณ์ Analog ควรที่จะระวังตอนที่แปลงสัญญาณ Analog เป็น Digital สำหรับเครื่องที่ฟังก์ชั่น limiter หรือ soft-clipping โดยสิ่งนี้จะทำให้ DAW แสดงไฟเตือนสีแดง (chip) ทำให้คุณสับสนกับ Headroom ที่เหลืออยู่ได้

รูปนี้แสดงให้เห็นว่าเป็นไฟล์มิกซ์ที่ดี ที่พร้อมทำมาสเตอร์ริ่ง มีความดัง-เบาที่สวยความ และยังมี Headroom เพียงพอที่จะทำมาสเตอร์ริ่งต่อไป จุดดังที่สุดไม่ได้แตะ 0 dB
อะไรคือ “In The Box”
ผมคิดว่าตอนนี้เรามาอยู่ในจุดที่คนส่วนใหญ่ค่อนข้างเกือบจะ 100% ที่ มิกซ์ “in the box” ความหมายก็คือการทำงานเสียงทุกอย่าง 100% อยู่ใน DAW โดยที่มันไม่ได้อัดอีกทีมาจากอุปกรณ์ Analog สเตอริโอ ยกตัวอย่างเช่น Analog mixing console หรือ summing box
มิกซ์แบบดิจิตอล 100% “in the box” ทำให้จุดที่ดังที่สุดของเพลงอยู่ที่เท่าไหร่ก็ได้ แต่อย่าลืมว่ายังไงเราก็ต้องการสัญญาณที่ดี ไม่ใช่น้อยเกินไปจนได้ยินเสียง ซ่าๆ ฮัมๆ ของปลั๊กอินที่จำลองเสียงอุปกรณ์อนาล็อก แต่ควรจะให้จุดที่ดังที่สุดของเพลง มีค่าเกิน -20 dBFS แค่นี้ก็จะโอเคสำหรับการทำมาสเตอร์ริ่งแล้ว
สิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งในการมิกซ์ in the box คือการให้ช่อง Master (Main out) สุดท้ายที่รวมสัญญาณทุกอย่างไว้ chip (แสดงไฟสีแดง) รวมถึงการใส่ปลั๊กอินที่จะทำให้เกิด hard ceiling ที่ 0 dBFS (หรือต่ำกว่านั้น) ยกตัวอย่างเช่น Peak-limiter หรือ Compressor บางชนิด
รูปนี้แสดงให้เห็นถึงการที่สัญญาณเสียงไปถึงจุด 0 dBFS
ไม่ว่ากรณีใดก็ตามแนะนำเลยว่าให้ทำตาม 2 ขั้นตอนนี้เพื่อที่จะได้ไฟล์ที่พร้อมทำมาสเตอริ่ง
1. ห้ามไม่ให้จุดที่ดังที่สุดแตะ 0 dBFS โดยเด็ดขาด
2. ห้ามใช้ Peak-limiter หรือ ปลั๊กอินในลักษณะคล้ายๆแบบนี้ เพราะมันจะทำให้เกิดการ Chip ที่ 0 dBFS โดยที่มันได้สร้าง Hard Ceiling ในจุดที่ต่ำกว่า 0 dBFS
ในบางครั้งการสื่อสารกับคนที่มิกซ์เพลงก็เป็นสิ่งที่สำคัญ อย่างตัวอย่างดังกล่าวด้านบน ผมบอกให้ส่งไฟล์มาใหม่โดยให้ ลดความดังลง แต่ผลที่ได้กลับเป็นดังรูปด้านล่างนี้ เพราะเขาลดความดังโดยที่ไม่ได้เอาปลั๊กอิน limiter ออกไป
รูปแสดงให้เห็นถึงไฟล์ที่ถูก Limiter จัดการเรียบร้อยแล้ว แต่แค่ลดความดังลงมาที่ -6 dB
บทสรุป
มิกซ์ไฟล์ออกมาที่ความดังเท่าไหร่ก็ได้ แต่ห้ามให้ chip (ที่ช่อง Master สุดท้ายแสดงไฟสีแดง) และต้องคำนึงถึง 2 ข้อนี้เสมอ
1. ห้ามไม่ให้จุดที่ดังที่สุดแตะ 0 dBFS โดยเด็ดขาด
2. ห้ามใช้ Peak-limiter หรือ ปลั๊กอินในลักษณะคล้ายๆแบบนี้ เพราะมันจะทำให้เกิดการ Chip ที่ 0 dBFS โดยที่มันได้สร้าง Hard Ceiling ในจุดที่ต่ำกว่า 0 dBFS
แปลสรุปเนื้อหาจากจาก: theproaudiofiles.com
“Sound of New Gen”
Mr Arranger
—————————————————-
ติดต่อโฆษณา : 0945653266
.
เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ของเรา ฝากกดติดดาว ⭐️ ให้กับ MrArranger
และติดตามเราผ่านช่องทางอื่นๆ ได้ดังนี้ :
Website : www.mrarranger.com
Twitter : www.twitter.com/mrArrangerTH
YouTube : Mr. Arranger
Instagram: www.instagram.com/mrarrangerthailand
Page Facebook
https://www.facebook.com/mrarranger
.
#คอร์สเรียนทำเพลงออนไลน์และเจอตัว
?mrarranger.com
?บทความทำเพลง mrarranger.com/blog
?ช่องยูทูป Mr Arranger
?IG : MrarrangerThailand
—————————————
?เข้ากรุ๊ปแบ่งปันความรู้และเทคนิค
?กรุ๊ป Mix & Mastering Thailand https://goo.gl/bU4HSJ
?กรุ๊ป Pro tools User Thailand >> https://bit.ly/2O4yxuL
?กรุ๊ป Ableton Live User Thailand >> https://bit.ly/2NyYd5I
?กรุ๊ป Mr.Arranger Thailand https://bit.ly/2wVkQI6
?กรุ๊ป Cubase User Thailand >> https://goo.gl/tVFcmg
?กรุ๊ป FL Studio User Thailand>> https://goo.gl/XuidjP
?กรุ๊ป Live Soundengineers Thailand>> https://goo.gl/BRm5Zw
?กรุ๊ป แต่งเองเล่นเองนักเลงพอ Byเหนือ เอฟ >> https://goo.gl/GGYac8
ติดตามข่าวสารและโปรโมชั่นพิเศษก่อนใครที่
Line@ : @arranger
#mrarranger #music #FLstudio #สอนออนไลน์ #คอร์สเรียนออนไลน์ #ทำเพลง #สร้างเพลง #โรงเรียนสอนทำเพลง #AbletonLive #Logic #Cubase #รับผลิตเพลง #อัดร้อง #เพลงโฆษณา #เพลง #รับทำเพลงทุกรูปแบบ #เรียนทำเพลง
