Share

Mixing VS Mastering

23/08/2019

เดี๋ยวสิตอนเเรกผมคิดว่าการ Mixing กับ Mastering เป็นขั้นตอนเดียวกันนิ ?!?! ผมพึ่งอัดเพลงผมเสร็จเเล้วนี้ผมจะต้อง mix มันหรือ master มันดีละเนี่ย ?!?! เห้ยยย ทําไมคุณถึงต้องคิดค่า mixing เเพงกว่า mastering ด้วยละเนี้ยยย ?!?! โอ้ยยยยย !!!! 

นี้ก็เป็นคําถามต่างๆที่ผมได้จากศิลปินมือใหม่ที่พึ่งเริ่มทําการอัดเพลงใหม่ๆ เพราะฉะนั้นผมจึงอยากจะอธิบายให้มันเคลียร์เพื่อความเข้าใจของทุกคนอย่างเเท้ทรู

นี้ก็จะเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดที่ผมจะอธิบายถึงความเเตกต่างระหว่างสองขั้นตอนนี้ซึ่งนั้นก็คือ Mixing & Mastering

Mixing คือขั้นตอนที่คุณนําทุกๆส่วนที่ถูกอัด (recorded) สําหรับเพลงๆหนึ่งเเละนํามันเข้ามาร่วมด้วยกันให้ได้ออกมาเสียงดีที่สุด 

Mastering คือขั้นตอนที่คุณต้องรวบรวมเพลงทุกเพลงในหนึ่งอัลบั้มเเละนํามันมาทําให้ได้เข้ากันได้ดีที่สุด มันเเตกต่างกันเเต่คุณก็จําเป็นที่จะต้องทําทั้งสองอย่างนี้เช่นเดียวกัน

นานมาเเล้ว ในยุคของ Analog ขั้นตอนต่างๆมันค่อนข้างที่จะเคลียร์เเละชัดเจนดี เวลานักดนตรีหรือศิลปินเข้ามาในห้องอัด เเล้วก็อัดเป็นหลายๆเเทร็คในตัว Analog Tape เเละทาง Mixing Engineer ก็จะเป็นผู้ที่มา mix ตัวที่เป็นเเทร็คหลายๆให้เป็นทูแทร็ค(เเทร็คหนึ่งสําหรับด้านซ้ายอีกเเทร็คสําหรับด้านขวา เพื่อที่จะให้เสียงออกมาเป็น Stereo) เเต่เเน่นอนละคนในยุคนั้นก็ฟังเพลงจากเครื่องเล่นไม่ใช้เครื่องเล่นเทปรีลที่มีขนาดใหญ่ เเละเครื่องม้วนก็ไม่ใหญ่พอซะอีก ซึ่งก็ต้องตกมาเป็นหน้าที่ของ Engineer ที่จะนําเอา tape ทั้งหมดสําหรับอัลบั้มเเละย้ายลงไปสู่เเผ่นแผ่นเสียงคนพวกนั้นเเหละคือ OG หรือรุ่นใหญ่ของ Engineer อย่างเเท้จริง เเต่ในทุกวันนี้เพียงเเค่เราอัดลงคอมหรือเเค่โทรศัพท์ คุณก็สามารถ export ไฟล์ mp3 เเละอัปโหลดเข้า SoundCloud ได้อย่างง่ายดายเเล้วเเต่ซึ่งความเเตกต่างอยู่ที่ความชัดเจนในเเต่ละขั้นตอนเท่านั้นเอง 

โอเคละ ตอนนี้คุณก็คงคิดว่า “เฮ้ยยยมันก็ฟังดูเจ๋งดีนะ เเต่เราก็ไม่ได้จะเอาอัลบั้มไปอัดใส่ Vinyl ไหมอะ” หรือ “เราเเค่จะทํา Single เฉยๆ ไม่ได้ทําทั้ง Album เเล้วทําไมจะต้องมาทํา Mastering ด้วยเนี่ย” ใช่ครับ เเต่ถึงยังไงขั้นตอน Mastering มันก็เป็นขั้นตอนที่สําคัญมากๆ บทบาทของมันได้เปลี่ยนเเปลงไปเล็กน้อยพอเข้าสู่ยุค Digital Recording เเต่ในการที่เราจะให้เเน่ใจว่าอัลบั้มของเรานั้นมีเสียงที่เเจ๋มเเล้ว บทบาทหลักๆของการ Mastering ในทุกวันนี้คือการทําให้ mix ต่างๆมีเสียงที่ดังพอดีเเละไปขัดเกลา mix ของเราให้ออกมาได้ดีที่สุด

เดี่ยวผมจะช่วยชำเเหละให้คุณเข้าใจมากยิ่งขึ้่นในเเต่ละขั้นตอนเเละสิ่งที่คุณต้องมีสําหรับ project ของคุณ:

MIXING:

Mixing เป็นขั้นตอนที่งานซะส่วนมากจะเกี่ยวกับการที่จะปรับปรุงให้ซาวด์ของ recording ของเราได้ออกมาดีที่สุด เพราะว่า อย่างกับ mastering ผมสามารถที่จะเข้าไปเเก้ไขส่วนต่างๆของเพลงเเละบาลานซ์ในเเต่ชิ้นของเพลง เเต่สําหรับการ mixing เเล้วอาจจะเหมาะมากกว่าหากคุณต้องการปรับเปลี่ยนดังนี้: 

“Track ของ Acoustic Guitar รู้สึกว่ามันมีเสียงบวมๆยังไงก็ไม่รู้”
“คุณช่วยทําให้เสียง vocal ตัดผ่านเสียงกีตาร์ให้หน่อยได้ไหม”
“ผมอยากจะได้ delay กับ reverb เจ๋งๆ เข้าไปในเสียงร้องหน่อย”
“ผมอยากจะให้ท่อน chorus ที่สองของเพลงให้มันเข้ามาเเรงกว่าเดิมเเละตื่นเต้นมากกว่านี้”
“เสียง Vocals ไม่ค่อยจะเข้ากันกับ track อื่นๆเลย”
“คือผมก็อัดเพลงเองที่บ้านเเล้วฟังดูมันก็น่าจะโอเคนะ เเต่ผมไม่รู้จริงๆว่าตัวเองทําอะไรอยู่เเละอยากจะให้เพลงมันไปได้มากกว่านี้”

นี้ก็จะเป็นตัวอย่างของขั้นตอน mix ที่รวมทั้งวงมาอยู่ในที่เดียวกันใน Pro Tools: 

อย่างที่คุณสามารถเห็นได้ในตัว window ของ Protools มันก็จะเต็มไปด้วย track ต่างๆ ตั้งเเต่ข้างบนที่เป็นเเทร็คกลอง (สีเทา), เบส (สีฟ้า), กีตาร์ (สีส้ม/สีเเดง), คีย์ (สีเขียว), vocals (สีชมพู/สีม่วง). เเละก็จะมี tracks ที่เป็นส่วนเพิ่มเติมเข้ามาราวกับเป็น extra ซึ่งมันจะอยู่ในส่วนของ effects นั้นเอง อย่างเช่นพวก Delays , Reverbs, เเละก็ Mix Buses. ตรงด้านซ้ายของตัวโปรเเกรมคุณจะเห็นจุดสีเทาๆบนเเต่ละ track ซึ่งมันคือ effects ทั้งหมดของผมที่ถูกใส่ลงไปในเเต่ละ track นั้นเอง

MASTERING:

อย่างกับที่ผมได้เคยบอกใว้ไปก่อนหน้านี้ว่า process นี้มันคือการ ขัดเกลาปิดท้าย project ของคุณ เเละโดยส่วนมากมันจะเป็นการที่เข้าไปปรับเปลี่ยนเเละปรับปรุงบางส่วนให้ดีขึ้น ในขั้นตอนนี้ผมมักจะเช็คดูให้ดีๆเลยว่าเพลงทุกเพลงมันเข้ากันได้ดี เเละมันดังพอที่จะถูกเล่นพร้อมกันกับ recording ตัวอื่นๆที่อยู่ในระดับ professional เเละก็ต้องให้ชัวร์อีกด้วยว่าเพลงที่เล่นออกมาเสียงมันจะต้องดีในเเต่ละ speakers. Mastering จะเป็นทางเลือกที่ถูกต้องหากคุณได้ทุ่มเทเวลาส่วนมากกับการ mixing เพลงของคุณเองหรือให้ sound engineer คนอื่น ให้ เเต่คุณก็ยังอยากจะเข้าไปปรับเปลี่ยนๆ อะไรต่างๆดังนี้ : 

“ซาวด์ของ mix โดยรวมมันก็เยี่ยมดีมากๆเลยนะ ผมเเค่คิดว่าซาวด์มันน่าจะ full กว่านี้ในส่วน low end”
“Balance โดยรวมผมก็คิดว่ามันดีมากๆเลยเเหละ เเค่ตรงส่วน High มันจะดูกระเเทกไปนิดหนึง”
“เพลงของผมมันไม่ค่อยดังเหมือนเพลงในท้องตลาดเลย ช่วยผมหน่อยสิ”
“Mix ของผมมันก็ถือว่าโอเคสัก 90% เเล้วนะเเต่อยากจะให้มันดีกว่านี้ ชัดเจนกว่านี้ เเละดึง energy ให้ได้มากกว่านี้อะ”
“เสียง mix ของผมทั้งผมฟังดูในห้องสตูเเล้วถือว่าดีเลยนะครับ เเต่ผมไม่ได้ดี monitors ที่ดีๆ หรือห้องที่ดีๆ เลยอยากจะให้ professional ช่วยเช็คให้ผมอีกรอบเพื่อที่จะดูว่าไม่ได้ขาดอะไรตรงไหน”

อันนี้ก็จะเป็นตัวอย่างของขั้นตอนการ Mastering Album ใน ProTools:

อย่างที่คุณเห็นเลยว่ามันค่อนข้างที่จะเรียบง่ายกว่าตอน Mix เเละมันจะมี Stereo Track สําหรับเพลงเเต่ละเพลงบน EP ซึ่ง Mix พวกนี้ก็ใกล้สมบูรณ์ 95% เเล้วเเหละ เเต่ผมเเค่เพิ่ม compression เข้าไปเล็กน้อยกับการ EQ เเละตบท้ายด้วยการ Limiting ทุกอย่างเเละให้ความมั่นใจว่าทุกอย่างนั้นเรียบร้อยเเละสมบูรณ์ตลอดทั้ง EP เเล้ว, พวกนี้ก็ถูกจัดวางในรูปเเบบจากซ้ายไปขวาเพื่อที่จะสามารถปรับระยะเเละ transition ระหว่างเพลงใน EP ได้ เเต่บางครั้งการมีช่องว่างเว้นใว้ตอนท้ายของเพลงก็ดีเช่นกันถ้าหากเพลงต่อไปมอบคนละฟิลที่เเตกต่างกัน เเละการที่มีช่องว่างเเคบๆก็ดีสําหรับเวลาที่มีเพลงที่มี energy เดียวกัน ในขั้นตอนนี้ผมก็สามารถทําให้เพลงมันทับกันบ้างเล็กน้อยถ้าเกิดคุณอยากจะให้เพลงต่อไปเริ่มขึ้นทันทีในขณะที่เสียงกีตาร์ของเพลงก่อนหน้านี้ค่อยๆ Fade จางหายไป

อันนี้ก็เป็นตัวอย่างของขั้นตอนการ Mastering หากมันเป็นเพียงเเค่ Single เดียวเเละไม่ใช่ EP:

“อ้าวเห้ย ไหนคุณบอกว่ามันเป็นเเค่ single นิเเล้วนี้งมันมี 3 tracks !!” 

ใช่ครับ มันมีอยู่ 3 tracks, เเต่ถ้าคุณสังเกตตัว waveforms ดีๆ คุณจะเห็นได้ว่ามันเหมือนกันเป๊ะ เพราะในการที่เราจะเจาะลึกลงไปมากขึ้นเพื่อเข้าไปเปลี่ยนเเปลงส่วนต่างๆกับซาวด์ ผมจะต้อง duplicate (คัดลอก) tracks สองสามครั้งเพื่อที่จะทําการ mid/side processing เเละ parallel processing. (ในตัวอย่าง EP ก่อนหน้านี้ไม่ได้จําเป็นที่จะต้องทําทรีทเม้นท์พวกนี้เสริมเข้าไปเพราะว่าซาวด์มันดีอยู่เเล้ว เเต่ผมจะใช้ก็ต่อเมื่อคิดว่ามันจะช่วยให้ดีขึ้น) อย่าไปกังวลมากในเรื่องนั้นนะครับ เเต่สิ่งที่สําคัญที่เราต้องมาดูกันก็คือถุึงเเม้ว่ามันเป็นเพียงเเค่ single เเละไม่ใช่ album ถึงยังไงก็ตามมันมีส่วนที่เราจะสามารถเข้าไปปรับปรุงมันได้เเละการ mastering ก็ยังคงมีความสําคัญมากๆเช่นกัน

ถ้าเกิดคุณลองเปรียบเทียบภาพของการ master กับ mixing คุณคงเข้าใจในเรื่องของความเเตกต่างของราคาเเล้วเเหละ เพราะโดยเฉลี่ยขั้นตอนการ mastering จะใช้เวลา 1 ชม./เพลง เเต่สําหรับ mixing จะใช้เวลาไปเกือบ 1 วัน/เพลง 

หวังว่าทุกท่านจะเข้าใจมากขึ้นเเล้วในตอนนี้นะครับ เเต่เดียวก่อนมันมีอีกอย่างที่ยังไม่ได้บอก นั้นก็คือ STEM MASTERING : 

Stem mastering มันเป็นขั้นตอนที่ค่อนข้างมาใหม่เเละจะถูกจัดวางอยู่ในระหว่างการ mixing เเละ mastering . การ Stem ก็คือ Subgroups ของ Mix 

ยกตัวอย่างเช่น : กลองทุกตัว , กีตาร์ทุกตัว, เบสทุกตัว, เสียง vocal ทุกตัว. เเละการ mastering stems เเทนที่จะไปทํา Mix ทั้งหมด ตัวของ Mastering Engineer เองจะมีการควบคุมได้ดีกว่าการ mastering ทั่วๆไป เพราะมันไม่เหมือนกับการที่ต้องมาเริ่มจาก 0 ใหม่ การทํางานกับ stem มันจะช่วยให้เเน่ใจว่า Mix หลักเข้ากันอยู๋ เเละให้ Mastering Engineer เป็นผู้ที่เข้าไปปรับเปลี่ยนสิ่งต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพราะเขาสามารถทําในสิ่งต่างๆได้เพิ่มขึ้นจากที่ไม่สามารถทําได้ในขั้นตอนปกติ ยกตัวอย่างเช่น Mastering Engineer คิดว่า “Mix นี้ฟังเเล้วก็ค่อนข้างโอนะ เเต่เสียง vocals น่าจะทําให้ดังกว่านี้ได้” หรือ “เสียงกลองมันก็ดีเยี่ยมเลยนะ เเต่ผมก็อยากที่จะเพิ่ม low end ในตัว kick drum เเต่ที่จะไปใส่กับ bass guitar” สิ่งต่างๆพวกนี้สามารถเข้าไปเเก้ได้ใน Stem Mastering. เเต่ Engineer บางคนก็ไม่ได้ชอบ Stem Mastering เช่นเดียวกัน เเต่ส่วนตัวผมเองคิดว่าน่าจะเป็นทางออกที่ดีให้กับปัญหาในเคสดังกล่าวนี้ :

– เวลา Mix มันก็เกือบที่จะดีเเล้วเเต่ก็ยังไม่ดีเท่าที่มันควรเป็น 
-เวลาเพลงที่สมควร remix เเต่ลูกค้าไม่มีบัทเจทพอ เเต่มันก็ดีกว่าการที่ไม่ทําอะไรเลย
-เวลาเพลงทั้งอัลบั้มไม่มีความเสถียรเลย เเต่การ stem mastering สามารถทําให้ใกล้ความสมบูรณ์มากขึ้นเพราะเราจะมี control ที่เพิ่มขึ้นในการ balance instruments ต่างๆ ได้ 

นี้ก็เป็นตัวอย่างของขั้นตอนการทํา Stem Mastering ใน ProTools:

ในตัวอย่างนี้ก็จะมี stems ของ กลอง, เบส, กีตาร์, vocals, เเละ effects (reverbs/delays).

Credit : Peter Duff

“Sound of New Gen”
Mr Arranger

—————————————————-
ติดต่อโฆษณา : 0945653266
.
เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ของเรา ฝากกดติดดาว ⭐️ ให้กับ MrArranger
และติดตามเราผ่านช่องทางอื่นๆ ได้ดังนี้ :
Website : www.mrarranger.com
Twitter : www.twitter.com/mrArrangerTH
YouTube : Mr. Arranger
Instagram: www.instagram.com/mrarrangerthailand
Page Facebook
https://www.facebook.com/mrarranger 


.
#คอร์สเรียนทำเพลงออนไลน์และเจอตัว
?mrarranger.com
?บทความทำเพลง mrarranger.com/blog
?ช่องยูทูป Mr Arranger
?IG : MrarrangerThailand
—————————————

?เข้ากรุ๊ปแบ่งปันความรู้และเทคนิค
?กรุ๊ป Mix & Mastering Thailand https://goo.gl/bU4HSJ
?กรุ๊ป Pro tools User Thailand >> 
?กรุ๊ป Ableton Live User Thailand >> 
?กรุ๊ป Mr.Arranger Thailand
?กรุ๊ป Cubase User Thailand >> https://goo.gl/tVFcmg
?กรุ๊ป FL Studio User Thailand>> https://goo.gl/XuidjP
?กรุ๊ป Live Soundengineers Thailand>> https://goo.gl/BRm5Zw
?กรุ๊ป แต่งเองเล่นเองนักเลงพอ Byเหนือ เอฟ >> https://goo.gl/GGYac8

ติดตามข่าวสารและโปรโมชั่นพิเศษก่อนใครที่
Line@ : @arranger

#mrarranger #music #FLstudio #สอนออนไลน์ #คอร์สเรียนออนไลน์ #ทำเพลง #สร้างเพลง #โรงเรียนสอนทำเพลง #AbletonLive #Logic #Cubase #รับผลิตเพลง #อัดร้อง #เพลงโฆษณา #เพลง #รับทำเพลงทุกรูปแบบ #เรียนทำเพลง